ที่มา

ธรรมสำหรับนักบริหาร

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ประยุกต์ธรรมเพื่อสังคม : พระไพศาล วิสาโล

สร้างสังคมส่งเสริมธรรม
         ในเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องนำธรรม(และวินัย)ไปจัดสรรสังคมให้เกื้อกูลต่อชีวิตที่ดีงาม เราควรมีแนวทางหรือหลักการอย่างไร? หลักภาวนา ๔ เป็นหนึ่งในหลักธรรรมที่สามารถเป็นแนวทางในการจัดสรรโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ในสังคม ได้ กล่าวคือจะต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาชีวิตทั้ง ๔ ด้าน คือ กาย ความประพฤติ จิต และปัญญา กล่าวอีกนัยหนึ่งสังคมที่ดีงามควรมี ๔ มิติคือ

มิติทางกายภาพ ผู้คนปราศจากความยากจน ปลอดพ้นจากปัญหามลภาวะและภัยธรรมชาติ มีสุขภาพพลานามัยที่ดี ไม่ถูกคุกคามด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรือป่วยเพราะขาดแคลนหรือบริโภคอย่างล้นเกิน

มิติทางความประพฤติ ผู้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่เบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ หรือรังเกียจเดียดฉันท์กัน มีการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของกันและกัน ไม่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาอาชญากรรมหรือภัยสงคราม ครอบครัวและชุมชนมีความมั่นคงและเกื้อกูลกัน

มิติทางจิต ผู้คนมีสุขภาพจิตดี มีความสุขสงบในจิตใจ ไม่เครียด หม่นหมอง รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือเต็มไปด้วยความโกรธแค้นพยาบาท ไม่หมกมุ่นกับยาเสพติด หรือหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย

มิติทางปัญญา ผู้คนรู้จักคิด ใช้ความรู้และเหตุผลในการวินิจฉัย ไม่มองและตัดสินด้วยอคติหรืออารมณ์ความรู้สึก สามารถแก้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ด้วยปัญญา ผู้คนเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตและรู้เท่าทันความเป็นไปของโลก

          สังคมที่ดีงามทั้ง ๔ มิติดังกล่าวจะเป็นไปได้ ลำพังการเทศนาสั่งสอนและการทำตัวเองให้ดีย่อมไม่เพียงพอ หากโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ในสังคมก่อผลตรงกันข้าม คือทำให้ประชาชนยากจนลง หมกมุ่นในอบายมุขมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการรังเกียจเดียดฉันท์กันด้วยเหตุผลทางศาสนา ภาษา เชื้อชาติ เป็นต้น สิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปก็คือการเปลี่ยนโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางส่งเสริมมิติทั้ง ๔ ให้เป็นจริง กล่าวคือ
          ระบบเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม ไม่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปกป้องผู้ยากไร้จากการเอาเปรียบของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ผู้คนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะหรือของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีปัจจัยในการผลิตและดำรงชีพขั้นพื้นฐาน เป็นต้น
          ระบบการเมือง ไม่ผูกขาดอำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับชุมชนไปถึงระดับชาติ รวมถึงการดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่น มีกลไกที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้หลักประกันทางสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นต้น
          ระบบการศึกษา ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนตนในทุกมิติ ไม่หลงติดอยู่กับระบบบริโภคนิยมหรือถูกครอบงำด้วยลัทธินิยมใด ๆ อย่างไร้วิจารณญาณ ผู้คนสามารถพัฒนาและใช้ศักยภาพทั้ง ๔ มิติให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากสามารถแก้ปัญหาของตนได้แล้ว ยังสามารถช่วยเหลือส่วนรวมด้วยวิถีทางที่สันติ
          ระบบสื่อสารมวลชน ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาทั้ง ๔ มิติ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความเข้าใจกัน การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งเคารพในความแตกต่างทางความคิดและอัตลักษณ์
          การส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เกิดระบบทั้งสี่ตามแนวทางดังกล่าวมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่ากระแสโลกาภิวัตน์ที่มีอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน ได้มีส่วนไม่น้อยในการทำให้เกิดวัฒนธรรม ๒ กระแสใหญ่ คือ วัฒนธรรมแห่งความละโมบและ วัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียดการเชื่อมโลกให้เกือบจะเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นด้วยโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้น ในด้านหนึ่งทำให้ลัทธิบริโภคนิยมแพร่ขยายไปทุกมุมโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้กระทั่งในป่าลึกและภูเขาสูงก็ยังหนีไม่พ้น ระบบโทรคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งโลกได้ถูกใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคทั้งวัตถุและภาพลักษณ์อย่างไม่หยุดหย่อน จนผู้คนไม่เคยรู้สึกพอเสียที
          ในอีกด้านหนึ่งกระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผู้คนทั่วทั้งโลกได้เผชิญกับการไหลบ่าของอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากตน ไม่ว่าจะเป็นศาสนา เชื้อชาติ และภาษา ระยะห่างทางภูมิศาตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกำแพงขวางกั้นคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา ให้อยู่แยกห่างจากกัน เมื่อพังทลายลงหรือไร้ความหมาย ผู้คนสามารถเดินทางข้ามทวีปหรือข้ามพรมแดนง่ายกว่าแต่ก่อน อีกทั้งยังสามารถตอกย้ำอัตลักษณ์ของตนผ่านสื่อไร้พรมแดน ผลที่ตามมาก็คือคนต่างอัตลักษณ์ต้องมาอยู่ประชิดกัน แต่แทนที่จะเข้าใจกันมากขึ้น กลับหวาดระแวงกันและรู้สึกว่าอัตลักษณ์ของตนกำลังถูกคุกคาม จึงพยายามป้องกันอัตลักษณ์ของตนมากขึ้น ซึ่งเท่ากับผลักอีกฝ่ายให้กลายเป็นคนละพวกคนละฝ่ายมากขึ้น ผลก็คือเป็นศัตรูกัน เกิดความโกรธเกลียดต่อกัน ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการแผ่ขยายและรุกรานของทุนที่ทรงพลังในการเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในท้องถิ่นอื่นได้อย่างสะดวกขึ้นเพราะตลาดถูกเปิดอย่างเสรี ทำให้เกิดความขัดแย้งและต่อสู้ขัดขืนจนระเบิดเป็นความรุนแรงในหลายที่

ที่มาของบทความ :  http://www.visalo.org/article/budPrayukDham.htm

การแนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่ปรากฏอยู่ในคำสอนของพุทธทาสภิกขุ

          เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า พุทธทาสภิกขุเป็นต้นแบบในการช่วยเหลือสังคมเกี่ยว กับปัญหาด้านจิตวิญญาณ และส่งเสริมการปฏิบัติธรรมของบุคคลทั่วไปอย่างจริงจังเพื่อให้ สามารถนำธรรมะไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาชีวิตได้ บทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งของท่าน ในการช่วยเหลือบุคคลในสังคมให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขนั้นปรากฏในคำสอน ในเรื่อง หน้าที่ของบุคคลทุกระดับ ได้แก่ เด็ก นักศึกษา ผู้สูงอายุ ครู ผู้พิพากษาหรือตุลาการ นักการเมือง พระและพุทธบริษัท และในเรื่องของการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และ ศาสนา การแนะแนวทางการดำเนินชีวิตในเรื่องต่างๆ ... (ในที่นี้ขอยกมาเสนอเฉพาะในด้านบุคคล)

ด้านหน้าที่ของบุคคล 
          พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า ธรรมะ คือ หน้าที่ หน้าที่ คือ ธรรมะ ฉะนั้นทุกคนต้องมี ธรรมะเป็นชีวิต มีชีวิตเป็นธรรมะแล้วก็จะเกิดความพอใจที่จะมีธรรมะ เพราะธรรมะเป็นเครื่องช่วยให้ชีวิตรอด และคนที่มีธรรมะโดยแท้จริงนั้น คือ คนที่ทำงานสนุก ทำหน้าที่ สนุก ไม่ใช่คนเกียจคร้าน คนที่ทำหน้าที่ของตนและหน้าที่ส่วนรวมได้อย่างถูกต้อง เป็นไป ตามกฎธรรมชาติก็ได้ชื่อว่ามีธรรมะซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขทั้งแก่ตนเองและเพื่อนมนุษย์ ดังนั้นในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของบุคคลไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดก็ตาม ถ้าทำหน้าที่ของตนอย่าง ถูกต้องและสมบูรณ์แบบก็เรียกได้ว่า เป็นการปฏิบัติธรรมนั่นเอง เช่น เมื่อทำงานที่บริษัท โรงเรียน เป็นต้น บริษัท โรงเรียนก็กลายเป็นวัด คือ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันไปในตัว ทำให้เกิดบุญกุศลขึ้นมาอย่างแท้จริงนี้ เรียกได้ว่า วัดอยู่ที่ที่ทำงาน อีกประการหนึ่ง พุทธทาสภิกขุ (2514 : 245) กล่าวว่า หน้าที่นั่นแหละ คือ การงานทั้งหมด ถ้าเรียกให้ดี หน้าที่ คือ ธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรมอยู่ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้ดี การทำงานนั้น คือ การปฏิบัติธรรม กล่าวคือ คนทำงานเพื่อให้ ร่างกายแข็งแรง ทำงานเพื่อสละความเห็นแก่ตัวซึ่งเป็นรากฐานที่ดีที่สุดของการปฏิบัติธรรม เพื่อทำลายตัวกู ของกู และทำงานเพื่อต่อสู้กับกิเลส รบรากับตัวกู - ของกู ทุกแบบ ทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ทุกแง่ทุกมุม นั่นคือ เป็นการศึกษาเรื่องตัวกู - ของกู และเรื่องทำลาย ตัวกู - ของกู ซึ่งถือว่า เป็นตัวปฏิบัติแท้ ดังนั้น พุทธทาสภิกขุ (2549 : 222) จึงแนะแนวให้ทุกคนทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ เพราะธรรมชาติทำให้ทุกสิ่งที่มีชีวิตนั้นมีหน้าที่ ฉะนั้นต้อง ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าทำหน้าที่เพื่อเงินและเอามาซื้อหาเหยื่อของกิเลสตัณหา อย่าทำ หน้าที่เพื่อกิเลสตัณหา คือ อย่ารับจ้างกิเลสตัณหา ให้ทำหน้าที่ของมนุษย์เพื่อความเป็น มนุษย์แล้วจึงจะสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ทั้งส่วนตัวและส่วนผู้อื่นได้ บุคคลใดทำ หน้าที่ของความเป็นมนุษย์เพื่อความเป็นมนุษย์เรียกว่า มนุษย์ที่ดีที่สุด ส่วนบุคคลใดทำ หน้าที่เพื่อตัวกู - ของกูนี้ยังเป็นมนุษย์ไม่ถูกต้อง

ที่มาของบทความ file:///C:/Users/DELL/Downloads/126-146-1-PB.pdf

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คาถาชินบัญชร

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)




พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด

  • เริ่มสวด นโม 3 จบ

    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
  • นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

    ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
    อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
    อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
    มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

  • เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
      1. ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
        จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
      2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา
        สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.
      3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
        สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง      อุเร สัพพะคุณากะโร.
      4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
        โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
      5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
        กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.
      6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
        นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว

      7. กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
        โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.
      8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ          อุปาลี นันทะ สีวะลี
        เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา        นะลาเต ติละกา มะมะ.
      9. เสสาสีติ มะหาเถรา            วิชิตา ชินะสาวะกา
        เอเตสีติ มะหาเถรา            ชิตะวันโต ชิโนระสา
        ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
      10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
        ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง
      11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ         อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
        อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา
      12. ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา
        วาตะปิตตาทะสัญชาตา          พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
      13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา
        วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
      14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
        สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.
      15. อิจเจวะมันโต            สุคุตโต สุรักโข
        ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
        ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
        สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
        สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

      คำแปล
    1. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
      ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
      อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์
    2. มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น
    3. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
      องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
      พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
      พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
    4. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
      พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง
    5. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
      พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
    6. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
      อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
    7. พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
      มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ
    8. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
      พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
    9. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
      เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
      รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่
    10. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
      พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง
    11. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
      เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ
    12. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
      ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
      สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น
    13. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
      เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
      แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
      อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
      เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ
    14. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
      จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
      ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
    15. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
      จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
      ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
      แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ    
 ที่มา http://www.84000.org/pray/chinnabanchorn.shtml

ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม

          วัฒนธรรมประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ที่ส่งผ่านจากรุ่นถึงรุ่น ไม่ว่าในเรื่องของภาษา อุปนิสัย และ ขนบธรรมเนียม มนุษย์เรามองค่านิยมที่เป็นลักษณะเฉพาะในวัฒนธรรมของตนว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและใช้แนวคิดจากสิ่งนี้เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งใดปกติและ ไม่ปกติ” อะไรเป็นที่ ต้องการและ ไม่ต้องการวิธีการต่าง ๆ ที่เราใช้ในการแสดงตัวตนและความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความเศร้า ความพึงพอใจหรือความน่ารำคาญ ได้รับอิทธิพลมาจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมของเราเช่นกัน กล่าวคือ พวกเราทุกคนล้วนเป็นผลิตผลของวัฒนธรรมที่เราเติบโตขึ้นมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง วัฒนธรรมยังส่งผลต่อการมองโลกและการตีความประสบการณ์ของเราอีกด้วย คนเราอาจมองสถานการณ์หนึ่งๆ ต่างกันไป และแม้ว่าการตีความของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามวิถีของแต่ละฝ่ายความแตกต่างทางวัฒนธรรมนำสู่ปัญหาที่ท้าทายต่อความสัมพันธ์ ของคู่รักต่างวัฒนธรรม ในขณะที่ความแตกต่างทางลักษณะนิสัยและมุมมองต่อโลกไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเสมอไป หลายคนก็เคยพบรักกับคนที่น่าเบื่อและเดาใจไม่ได้เหมือนตัวเองก็มีอุปนิสัยที่ตรงกันข้ามกันอาจช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขามีความสมดุลและกลมเกลียวยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คนที่สุขุม พูดน้อยอาจพบว่าเป็นเรื่องดีที่คู่รักจะเป็นฝ่ายจัดการในเรื่องการเข้าสังคม คนที่ชอบพูดโดยไม่คิดอาจเรียนรู้ จากอีกฝ่ายว่าควรรู้ จักคิดให้รอบคอบเสียก่อน เช่นเดียวกัน ผู้ที่มาจากวัฒนธรรมที่เน้นหนักในเรื่องความเป็นส่วนตัวอาจชื่นชอบความคิดที่เปิดกว้างของคู่สมรสในการสร้างครอบครัว และคนที่มาจากวัฒนธรรมชุมชนอาจชอบที่ได้มีโอกาสตัดสินใจได้โดยอิสระยิ่งขึ้น

ที่มา 
http://www.duoduo.fi/uploads/1/6/8/8/16885322/rakkautta-ja-vanhemmuutta-tha.pdf